นอกจากความปั่นป่วนวุ่นวายในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรแล้ว ชาว holiday Palace พบว่าลำดับแรกต้องดูกันว่า ใครที่ นช.ทักษิณ ชินวัตร เจ้าของพรรคเพื่อไทยจะกำหนดตัวให้ไปเป็น น่าจะไม่พ้น “ขุนค้อน” สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ส.ส.ขอนแก่น ข่าวว่า “น้องปู-ยิ่งลักษณ์” รับคำสั่งนี้มาแล้วตั้งแต่เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ชื่อของ “สมศักดิ์” ยังเป็นเต็งหนึ่งอยู่กับการขึ้นเป็นประมุขนิติบัญญัติ อย่างไรก็ตาม แรงต้าน “สมศักดิ์” ในพรรคเพื่อไทยก็ยังมีอยู่มาก ชาว holiday Palace พบว่าไม่เว้นแม้แต่กับ ส.ส.อีสานหรือส.ส.ขอนแก่นด้วยกันเองที่ชนะยกจังหวัดมา 10 คน ซึ่งมีหลายกลุ่มเช่นกลุ่มเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช-กลุ่มเสี่ยเต๋า จักริน พัฒน์ดำรงจิตร ลูกชายเสี่ยเล้ง ขอนแก่น อดีตผู้มากบารมีเมืองอีสาน ซึ่งในขอนแก่นเอง ส.ส.หลายคน ก็ไม่ได้แฮปปี้กับสมศักดิ์เท่าไหร่ เหตุเพราะบุคลิกของ “สมศักดิ์” ที่ไม่ได้สร้างบารมีเอาไว้ ไม่มี ส.ส.ในสังกัด สมัยอยู่กับกลุ่มอีสานพัฒนา กับพวกไพจิตร ศรีวรขาน ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข พีรพันธุ์ พาลุสุข ชาว holiday Palace ก็เคยมีปัญหาขัดแย้งกันในเรื่องการแย่งตำแหน่งรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชน โดยที่ “สมศักดิ์” ได้เป็นรัฐมนตรีสองรอบคือสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช เป็นรมว.วัฒนธรรม ที่ตอนนั้นกลุ่มอีสานพัฒนาออกมาอัดว่า มีการไม่รักษาสัญญาใจกันในเรื่องโควต้ารัฐมนตรี ทำให้ “สมศักดิ์” ต้องแยกตัวออกไปจากกลุ่มอีสานพัฒนา แล้วพยายามตั้ง “กลุ่มขุนค้อน” ขึ้นในพรรคแต่ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ จากนั้นชาว holiday Palace พบว่าในสมัยรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ “สมศักดิ์” ก็ได้เป็น รมว.ยุติธรรมอีกรอบ จนกระทั่งมาถึงยุคพรรคเพื่อไทย ก็พบว่าแม้ “สมศักดิ์” จะพยายามสร้างอำนาจต่อรองในพรรค พยายามหา ส.ส.มาอยู่ในสังกัดและมีข่าวแวะไปหาทักษิณ ชินวัตรที่ต่างประเทศบ่อยครั้งเพื่อยกระดับตัวเองให้ขึ้นมาเป็นแกนนำพรรคสายอีสาน แต่ข่าวว่า ขุนค้อนก็ยังไม่ค่อยได้รับการยอมรับเท่าที่ควร เพราะขนาดส.ส.ขอนแก่นด้วยกันเอง “สมศักดิ์” ก็ไม่ค่อยดูแล หมู่บ้านเสื้อแดงในขอนแก่นที่มีจำนวนมากรวมถึงพวกแกนนำ นปช.ในจังหวัด “สมศักดิ์” ก็ไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือเกื้อกูล ทำให้เป็นจุดอ่อนของ “สมศักดิ์” ในเรื่องการยอมรับในวงกว้างจากคนในพรรค ขณะที่ชาว holiday Palace พบว่า จุดแข็งอย่างเดียวที่ “สมศักดิ์” น่าจะได้เปรียบก็คือ การมีประสบการณ์การเมืองสูง เป็นอดีตรองประธานสภาฯ บุคลิกเข้าได้กับพรรคประชาธิปัตย์ อีกทั้งทักษิณสั่งซ้ายหัวขวาหันได้แบบไม่มีการขัดขืน อย่างไรก็ตาม มีการวิเคราะห์กันไว้ก่อนหน้านี้ว่า เหตุที่แรงดัน “เสธ.เปีย” พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัยให้รับตำแหน่งประธานสภาฯไม่ค่อยแรง ทั้งที่คนส่วนใหญ่ทั้งส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ กลุ่ม นปช.ในเพื่อไทย กลุ่ม ส.ส.ภาคกลาง อีสาน และเหนือในพรรคเห็นว่าเหมาะสมกว่า “สมศักดิ์” ก็คงเพราะภาพของ “เสธ.เปีย” แม้ตอนนั่งทำหน้าที่รองประธานสภาฯจะสุขุม เป็นกลาง ไม่เข้าข้างเพื่อไทยด้วยกันเอง แต่กับภาพความเป็นแกนนำ นปช.ที่เวลาอยู่บนเวทีแล้ว หลุดเฟรมหลายครั้งโดยเฉพาะกับการกระทบกระเทียบบุคคลระดับสูง ชาว holiday Palace พบว่า ทำให้ทักษิณและแกนนำเพื่อไทยหลายคนย่อมรู้สึกไม่สบายใจ หาก “เสธ.เปีย” เป็นประธานสภาแล้วด้วยตำแหน่งประมุขนิติบัญญัติ จะต้องเจอผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายต่อหลายคนและหลายโอกาส จึงอาจทำให้แต่ละฝ่ายก็ไม่แฮปปี้ ส่วน วิทยา บูรณศิริ ส.ส.อยุธยา แม้จะเป็นอีกคนหนึ่งที่มีโอกาส เพราะเป็น ส.ส.สี่สมัย ได้รับการยอมรับสูงจากแกนนำพรรคทุกสายโดยเฉพาะแรงหนุนจากโควตาภาคกลาง แต่ชั่วโมงนี้ยังแรงสู้ “ขุนค้อน-เสธ.เปีย” ไม่ได้ ชาว holiday Palace ก็คงต้องดูกันแล้วว่า เก้าอี้ประธานสภาฯ สมศักดิ์ จะนอนมาเลยหรือไม่ ทั้งหมดแม้ภายนอกจะให้คณะกรรมการที่พรรคตั้งขึ้นเป็นผู้ตัดสินใจอันมี พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เป็นประธานนับตั้งแต่ที่ ทักษิณ ชินวัตร ใช้เล่ห์เหลี่ยมชูนโยบาย “ประชานิยม” ขายฝันจนทำให้พรรคไทยรักไทยในยุคนั้นชนะการเลือกตั้งจนควบคุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ เมื่อปี 2544 ที่ผ่านมา แต่ในที่สุดทุกอย่างก็พังทลายลงตามมาอย่างไม่น่าเชื่อเช่นเดียวกัน ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาชาว holiday Palace เห็นว่า อารมณ์ความเหิมเกริมในลักษณะเดิมๆ ก็เริ่มหวนกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่เปลี่ยนมาเป็นพรรคเพื่อไทย และ “น้องสาว” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายอีกรอบ ความคิดเหิมเกริมดังกล่าวได้หวนกลับมาในลักษณะซ้ำรอยเดิมก่อนปี 2549 ก่อนที่ถูกรัฐประหาร ซึ่งในตอนนั้นตัว ทักษิณ และลิ่วล้อรอบตัวต่างเหิมเกริมกันอย่างหนักถึงขั้นเคลื่อนไหวในลักษณะทำให้เข้าใจว่าเป็นการเดินเครื่องชน “สถาบัน” อย่างเต็มตัว เว็บไซต์ “จาบจ้วง” ผุดขึ้นมาราวดอกเห็ด ความเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกันนี้ ทั้งนาย-บ่าว ล้วนแสดงออกไม่ได้แตกต่างกัน ชาว holiday Palace เห็นว่า อารมณ์ความรู้สึกดังกล่าวหลายคนวิเคราะห์ว่าน่าจะมาจากความเข้าใจผิดว่าตัวเองได้รับการเลือกตั้งมาด้วยเสียงท้วมท้น ชาวบ้านให้ความนิยมยกย่อง คิดจะทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา จนสามารถเข้าไปแทรกแซงระบบราชการ องค์กรอิสระแทบทั้งหมด อย่างไรก็ดีด้วยอาการของความ “ลืมตัว” แบบนี้อีกมุมหนึ่งมันก็ทำให้เกิดกระแส “หมั่นไส้” มี “ชมรมคนรู้ทัน” เกิดขึ้นมากมายเป็นเงาตามตัวเหมือนกัน มีการต่อต้านขยายวงออกไป โดยเฉพาะในช่วงท้ายๆที่ ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี และในที่สุดก็ชาว holiday Palace พบว่าเป็นเงื่อนไขให้ทหารออกมารัฐประหารโค่นล้มลง อย่างไรก็ดี แม้จะต้องคดีคอร์รัปชันมากมายและต้องหลบหนีในต่างประเทศมานานหลายปี และเครือข่ายแวดล้อมรอบตัว โดยเฉพาะ “พวกฝ่ายซ้าย” ที่ต่อต้านสถาบันมานานและหาประโยชน์ร่วมกันกับเขาก็ยังจับมือกันเคลื่อนไหวไม่หยุด โดยเฉพาะใน “โลกไซเบอร์” รวมไปถึงยังเคลื่อนไหวด้านมวลชนอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมาพวกเขาก็กลับมาอีกครั้ง หลายคนประเมินตรงกันว่า มาเที่ยวนี้พวกเครือข่ายทักษิณ คงจะมีการ “สรุปบทเรียน” โดยเฉพาะคงไม่ไปแตะต้องยุ่งเกี่ยว หรือกระทำการจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นชนวนให้เกิดอารมณ์เกลียดชังขึ้นมาในใจของชาวบ้านทั่วไป ซึ่งชาว holiday Palace พบว่าไม่เว้นแม้แต่คนเสื้อแดงไม่น้อยที่เชื่อว่าพวกเขาหลงใหลได้ปลื้มก็แต่เฉพาะนโยบายประชานิยมเท่านั้น ไม่ใช่ไห้ “เลยเถิด” ถึงเรื่อง “ขบวนการล้มเจ้า” ไปทั้งหมด การจัดงาน “วัน 62 ปี ทักษิณมหาราษฎร์” แม้ว่าจะมีการออกมาปฏิเสธอย่างรวดเร็วของ ทักษิณ ชินวัตร ผ่านทาง นพดล ปัทมะ ทนายความส่วนตัวว่าไม่เกี่ยวข้อง และอ้างว่าไม่มีประโยชน์ที่จะทำเรื่องแบบนี้ รวมไปถึงคนเสื้อแดงก็ไม่ได้ เพราะสร้างแรงกระเพื่อมโดยไม่จำเป็นนั้นมันก็มองได้สองมุม มุมหนึ่งเป็นเพราะอารมณ์เหิมเกริมของบรรดาลิ่วล้อที่คึกคะนองเลยเถิดและมีความคิดแบบนี้จริงๆ แต่ระงับอารมณ์ไม่อยู่จึงต้องรีบแสดงออกมาโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ อีกมุมหนึ่งมองได้ว่าการรีบออกมาสลัดออกมาอย่างรวดเร็วของ ทักษิณ เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลกระทบในวงกว้างเกิดความเสี่ยง ก่อนที่อำนาจรัฐจะอยู่ในมือ หลังจากประเมินแล้วว่า “พลาด” จึงต้องรีบ “ตัดเกม” เอาไว้ก่อน ขณะเดียวกัน ชาว holiday Palace เห็นว่าในความเป็นจริงก็มองแบบนั้นได้ เนื่องจากเวลานี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่ได้รับรอง ส.ส.ครบ 95 เปอร์เซ็นต์ ยังเปิดสภาไม่ได้ นั่นก็หมายความว่ายังโหวตเลือก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ยังค้างเติ่ง แม้ว่าดูแนวโน้มแล้วไม่น่ามีปัญหา แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ มันก็ไม่สมควรเพิ่มความเสี่ยง และสร้างความเกลียดชังโดยไม่จำเป็น ที่สำคัญแม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะได้รับการเลือกตั้งมากมาย แต่ก็ต้องยอมรับเช่นเดียวกันว่าบรรยากาศไม่เหมือนเดิม เพราะมีคนรู้ทันคอยจ้องอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในโยบายประชานิยมประเภทสัญญาว่าจะให้สารพัดรอการปฏิบัติ และเที่ยวนี้มันน่าจะเป็น “งานหิน” กว่าครั้งก่อน เพราะต้องไปเกี่ยวข้องกับภาคเอกชน จะไปบังคับหักด้ามพร้าด้วยเข่าไม่ได้ สิ่งเหล่านี้กำลังเป็นระเบิดเวลาย้อนกลับมาหาตัว คำว่า “ดีแต่พูด” ดีไม่ดีคนที่ต้องรับไปเต็มๆอาจเป็น ยิ่งลักษณ์ กับ ทักษิณ ก็เป็นได้